ชุมนุม นักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์ โรงเรียน นวมินทราชูทิศ พายัพ
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ถือเป็นวันสำคัญยิ่งในวงการศึกษา วงการดาราศาสตร์ และวงการวิทยาศาสตร์ของไทย เพราะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค และสถลมารค เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่ ต.หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถปรับปรุงสยามประเทศให้เจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ ทรงรับเอาศิลปวิทยาการและความคิดสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการปกครองประเทศ ด้วยเหตุนี้องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) จึงได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณของพระองค์ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้วยพระราชกรณียกิจและพระเกียรติคุณนานัปการ โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจด้านดาราศาสตร์ เนื่องด้วยพระองค์ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทย ในที่สุดพระองค์ทรงค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) โดยอาศัยหลักตำราสารัมภ์ของมอญ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า ปฏิทินปักขคณนา ยิ่งกว่านั้น พระองค์ได้ทรงคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเครื่องหมายเรียงเป็นแถว 10 แถว แต่ละแถวมีจำนวนต่างกัน และมีเครื่องหมายแทนดวงดาว 5 ดวง เดินเคลื่อนไหวเหนือแถวเหล่านั้นคล้ายกับเดินตัวหมากรุก ก็จะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ เรียกว่า กระดานปักขคณนา ปัจจุบันนี้คณะธรรมยุตยังคงใช้กันอยู่ สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง ในพระราชฐานของพระองค์ทั้งที่กรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดจะมีหอดูดาว โดยเฉพาะ หอชัชวาลเวียงไชย นี้มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์วิชาดาราศาสตร์ของไทย ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในการรักษาเวลามาตรฐานของประเทศไทยต่อไป ดังนั้นหอนี้จึงเป็นอนุสรณ์แห่งสัมฤทธิผลในทางวิทยาศาสตร์เรื่องระบบเวลา พระองค์ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2394 โดยสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นในพระบรมราชวัง ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐานของประเทศไทยสมัยนั้น โดยมีพนักงานตำแหน่งพันทิวาทิตย์ เทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์ นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงคำนวณเหตุการณ์ล่วงหน้าถึง 2 ปีว่า วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 จะเกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย ที่ที่จะเห็นเหตุการณ์สุริยุปราคาชัดเจนที่สุดก็คือ หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรเหตุการณ์สุริยุปราคาที่นั่น และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่พระองค์ทรงพยากรณ์ทุกประการ ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว ทางสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์จึงคิดกันว่า น่าจะถือว่าวันนี้เป็นวันวิทยาศาสตร์ของไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2525 เพื่อเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปีเป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ"
งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี ได้มีการจัดงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา โดยมีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงานเป็นหน่วยงานหลักในการจัดร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งภาครัฐ และเอกชน ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 งานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติได้รับการขยายให้เป็นงาน "สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ" ในงานนี้มีการจัดกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมาย เช่น นิทรรศการ ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ รวมทั้งการแข่งขันโครงการทางวิทยาศาสตร์ และสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นในสาขาวิชาต่างๆ อีกด้วย
วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็น"พระบิดาแห่ง วิทยาศาสตร์ไทย"
เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ
เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจและโอกาสแก่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ได้แสดงผลงานต่อสาธารณชน
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าภาครัฐและเอกชนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งของการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีการจัดกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมาย เช่น นิทรรศการ ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การอภิปรายทางวิชาการ การตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การประกวดการแข่งขันต่าง ๆ เช่น โครงการทางวิทยาศาสตร์และสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ในการจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นในสาขาวิชาต่าง ๆ โดยจะทำพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติในวันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี การจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ นับได้ว่ามีส่วนที่จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนคนไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

แหล่งอ้างอิง
http://www.lib.ru.ac.th/journal/aug/aug18-ScienceDay.htmlhttp://www.baanmaha.com/community/thread13520.html
- กลุ่มดาวแกะ (Aries or Ram)
- กลุ่มดาววัว (Taurus)
- กลุ่มดาวคนคู่ (Gemini)
- กลุ่มดาวปู (Cancer)
- กลุ่มดาวสิงโต (Leo)
- กลุ่มดาวหญิงพรหมจารีย์ (Virgo)
- กลุ่มดาวคันชั่ง (Libra )
- กลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius )
- กลุ่มดาวคนถือธนู (Sagittarius)
- กลุ่มดาวมังกร (Capriconus)
- กลุ่มดาวคนถือหม้อน้ำ (Aquarius)
- กลุ่มดาวปลา (Pisces)
![]() |
กลุ่มดาว 12 ราศี คือ กลุ่มดาวฤกษ์ 12 กลุ่ม ปรากฏอยู่ตามแนวเส้น Ecliptic กลางท้องฟ้า กลุ่มดาว 12 ราศี บางทีเรียกว่า กลุ่มดาว 12 นักษัตร เพราะ 11 กลุ่มเป็นสัตว์จริงหรือสัตว์สมมุติ อีก 1 กลุ่มเป็นสิ่งของคือตาชั่ง กลุ่ม 12 ราศี มีชื่อตามเดือนทั้ง 12 เริ่มนับจากราศีเมษแกะตัวผู้ไปตามลำดับ และ ราศีมีน กลุ่มดาวปลาเป็นราศีสุดท้าย
| ราศีแกะ | ราศีวัว | และคนคู่ | |
| อีกทั้งปู | สิงค์ นางงาม | อร่ามสม | |
| ตาชั่ง | แมงป่อง ธนู | คูน่าชม | |
| มกราคม | โถจารี | มีปลาเอย |
กลุ่มดาว 12 ราศี (ZODIAC)
การหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เกิดกลางวัน กลางคืน การโคจรของโลก รอบดวงอาทิตย์ ทำให้เวลาและฤดูกาลผ่านไป โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ กินเวลา 1 ปี ขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จากทิศตะวันตกไปทาง ทิศตะวันออกนั้น เมื่อเราสังเกตดูการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เราจะเห็น ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปตามกลุ่มดาวกลุ่มต่าง ๆ กลางท้องฟ้า เส้นทางที่ ดวงอาทิตย์ปรากฏโคจรไปบนท้องฟ้าผ่านกลุ่มดาวต่าง ๆ ในรอบปีหนึ่งนั้น เรียกว่า เส้นอี่คลิพติค (Ecliptic) เส้นนี้พาดจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ผ่านกลาง ฟ้าเหนือ ศีรษะไป ทางขอบฟ้าทิศตะวันตก บรรดาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และ ดวงนพเคราะห์ ต่างก็เคลื่อนที่ในแนวแถบเส้น Ecliptic นี้ทั้งสิ้น
กลุ่มดาว 12 ราศี คือกลุ่มดาวฤกษ์ 12 กลุ่มที่ปรากฏอยู่ตามแนวเส้น Ecliptic โดยแบ่งแถบเส้น Ecliptic ซึ่งเป็นแถบกว้าง 16 องศา (กว้างวัดจากเส้น Ecliptic ไปข้างละ 8 องศา ) รอบท้องฟ้าออกเป็น 12 ส่วน แต่ละส่วนกว้าง 30 องศา ทุกราศีมีดาวฤกษ์ประจำอยู่ 1 กลุ่ม จึงเรียกกลุ่มดาว 12 ราศี เวลาดูในท้องฟ้า จะเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีเรียงตามลำดับ จาก ทิศตะวันตก ไปทิศตะวันออก กลุ่มดาว 12 ราศีนี้ เป็นจักรวงกลมของสัตว์ เพราะว่า 11 กลุ่ม เป็นกลุ่มดาวที่ แทนสัตว์จริง หรือสัตว์สมมุติ มีกลุ่มดาวที่ไม่ใช้สัตว์ คือกลุ่มดาวราศีตุลย์หรือ กลุ่มดาวคันชั่ง (Libra) อันหมายถึงตราชูแห่งความเที่ยงธรรม
เมื่อประมาณ 150 ปีก่อนคริสตศักราช นักดาราศาสตร์ชาติกรีกชื่อ ฮิปปาวัส (Hipparchus) ได้แบ่งกลุ่มดาวแถบเส้น Ecliptic ออกเป็น 12 กลุ่ม โดยตั้งแต่ จากจุด Vernal Equinox ซี่งเป็นจุดตัดจุดแรกของเส้น Ecliptic กับศูนย์สูตร ท้องฟ้า (Celestial Equator) เมื่อนับจากจุด Vernal Equinox ตามแถบแนวเส้น Ecliptic ไปทางทิศตะวันออก ช่องละ 30 องศา จะได้ 12 ช่องพอดี ช่องแรก คือ ราศีที่ 1 คือ ราศีเมษ กลุ่มดาวแกะ ซึ่งกลุ่มดาวกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า “ผู้นำแห่งกลุ่มดาว 12 ราศี” กลุ่มดาวราศีที่ 12 คือ กลุ่มดาวปลา หรือ ราศีมีน
![]() |
เนื่องจากแกนของโลกไม่ได้ชี้ตรงไปที่ดาวเหนือตลอดเวลา การหมุนของโลกมี อาการ ส่าย คล้าย ๆ กับลูกข่าง การส่ายของโลกเป็นผลเนื่องมาจากแรงดึงดูด ของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ที่มีต่อโลก ทำให้แกนของโลกส่ายไป ฉะนั้นจึง Vernal Equinox อันเป็นจุดตั้งต้นของกลุ่มดาว 12 ราศี คือ ในวันที่ 12 มีนาคม ดวงอาทิตย์เริ่มยกเข้าสู่ ราศีเมษนั้น ก็ไม่ตรงกับที่ Hipparchus ได้จัดแบ่งไว้ เพราะฮิปปาชัสไม่ได้คำนึงถึง ความเป็นจริงเรื่องการส่ายของโลก ฉะนั้นใน ปัจจุบันนี้ จึงปรากฏว่ากลุ่มดาว 12 ราศี ไม่ได้ตรงตามที่ได้ตั้งไว้เมื่อ 2,000 ปี ก่อน คือเมื่อ 2,000 ปีก่อน จุดตัดของเส้น Ecliptic กับ Equator ท้องฟ้า ซึ่งเรียกว่า Equinox เริ่มต้นที่ราศีเมษกลุ่มดาวแกะและราศีตุลย์ กลุ่มดาวคันชั่ง แต่ในปัจจุบันผลการส่วยของโลกเราพบว่าจุด Equinox นั้น ตั้งตันที่ กลุ่มดาวปลา ราศีมีนและกลุ่มดาวหญิงพรหมจารี ราศีกันย์ (ไม่ได้ตั้งต้นที่ กลุ่มดาวแกะ ราศีเมษและกลุ่มดาวคันชั่ง ราศีตุลย์ ) นั้นก็คือกลุ่มดาว 12 ราศี ปรากฏเคลื่อนที่ ล่วงหน้าไปกว่าความเป็นจริงถึง 30 องศา หมายความง่าย ๆ ว่า ในวันที่ 21 มีนาคม ซึ่งถือว่าเป็นวันเริ่มต้นฤดู ใบไม้ผลิ ดวงอาทิตย์เริ่มยกเข้าสู่ ราศีเมษนั้น ความจริงแล้วดวงอาทิตย์พึ่งจะเข้าสู่ราศีมีน คือกลุ่มดาวปลา ดวงอาทิตย์ยังไม่ได้ยกเข้าสู่ราศีเมษ จนกว่าจะถึงปลายเดือนเมษายน ความคลาดเคลื่อนของกลุ่มดาว 12 ราศี ไม่มีความสำคัญ และไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้และเอามาอ้างอิงอะไรสำหรับนักดาราศาสตร์ แต่มีความจริงสิ่งหนึ่ง อยากจะเรียนท่านผู้อ่านทราบไว้ คือโหราศาสตร์ ซึ่งได้ชื่อว่า วิทยาศาสตร์เทียม (Sham Science ผู้เขียนไม่กล้าแปลว่า วิทยาศาสตร์หลอก ๆ เพราะโหราศาสตร์ เป็นศิลป์และสถิติแต่ไม่มีกฎตายตัวแน่นอน) นักโหราศาสตร์เขาทำนาย เหตุการณ์ และวิถี ชีวิตโดย อาศัยรากฐานมาจากการเคลื่อนที่ของดวงดาว ที่บนท้องฟ้าแถบแนว Ecliptic ซึ่งปรากฏว่า ดวงดาว ทั้งหมายไม่ได้ปรากฏตามที่ นักโหราศาสตร์พูดหรือกะไว้อย่างแท้จริงเลย ผู้เขียนขอฝากข้อคิดสำหรับท่าน ผู้อ่านสักข้อหนึ่งว่า ดาวเคราะห์เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ซึ่งจะต้องโคจรไปตาม วิถีทาง ของมันด้วยระยะเวลาสม่ำเสมอ ฉะนั้นจึงไม่น่าที่ดาวเคราะห์จะมีอิทธิพล เหนือชีวิตมนุษย์ได้เลย
เนื่องจากคนไทยเราถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนขึ้นปีใหม่ (วันที่ 13 เมษายน คือ วันสงกรานต์ นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ) วันขึ้นปีใหม่ของไทย ใกล้เคียง กับวันตั้งต้นปีใหม่ของนักดาราศาสตร์ คือวันที่ 21 มีนาคม ในวันที่ 21 มีนาคมนี้ นักโหราศาสตร์ถือว่า ดวงอาทิตย์เริ่มยกเข้าสู่ราศีเมษ คือ ดวงอาทิตย์ปรากฏ โคจรอยู่ใน กลุ่มดาวแกะ แต่ทางนักดาราศาสตร์ถือว่า วันที่ 21 มีนาคม เป็นวันเริ่ม เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ พืชเริ่มผลิใบ แตกกิ่งก้านสาขา เมล็ดพืชที่หว่านไว้เริ่มงอก เป็นวันตั้งต้นชีวิตใหม่ประจำปี ในวันที่ 21 มีนาคม ดวงอาทิตย์ปรากฏเคลื่อนที่ ผ่านจุดตัดของเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า และ อี่คลิพติค จุดนี้เรียกว่า Vernal Equinox ทุกชาติทุกภาษา ตั้งต้นกลุ่มดาว 12 ราศีเหมือนกันหมด คือให้กลุ่ม ดาวแกะ (ราศีเมษ) เป็นราศีที่ 1 และกลุ่มดาวปลา ราศีมีน เป็นราศีสุดท้าย
ขอให้หลักในการสังเกตหากกลุ่มดาว 12 ราศี กลุ่มต่าง ๆ ดังนี้ ครั้งแรกต้องหากลุ่มดาว 12 ราศีที่สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ เป็นหลักตั้งต้นก่อน เมื่อเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีกลุ่มใดแล้ว แบ่งท้องฟ้าขณะนั้นเป็น 6 ส่วน ส่วนละ 30 องศา ถ้านับไปทางทิศตะวันตก 1 ส่วน หรือ 30 องศา จะเป็นกลุ่ม 12 ราศี ที่ผ่านมาแล้ว ถ้านับไปทางทิศตะวันออก 1 ส่วน หรือ 30 องศา จะเป็นกลุ่มดาว 12 ราศี ทีกลุ่มจะถึงต่อไป จำง่าย ๆ ว่า กลุ่มดาว 12 ราศี มีชื่อตามชื่อเดือนทั้ง 12 การนับตั้งต้นนับจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก หมายความว่า ทางทิศตะวันตกของกลุ่มดาวราศีเมษ (แกะตัวผู้) เป็นกลุ่มดาวราศีมีน (ปลา) และทางทิศตะวันออกเป็นราศีพฤษภ (วัว)
ถ้าหากท่านดูดาวในเวลา 3 ทุ่มจะเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีอยู่กลางท้องฟ้าตรงศีรษะ ในเดือนต่าง ๆ ตามลำดับดังนี้ กลุ่มดาววัวในวันที่ 15 มกราคม กลุ่มดาวคนคู่ 20 กุมภาพันธ์ กลุ่มดาวปู ในวันที่ 15 มีนาคม กลุ่มดาวสิงโตในวันที่ 10 เมษายน กลุ่มดาวหญิงพรหมจรรย์ วันที่ 25 พฤษภาคม กลุ่มดาวคันชั่ง ในวันที่ 20 มิถุนายน กลุ่มดาวแมงป่อง ในวันที่ 20 กรกฎาคม กลุ่มดาวคนถือธนู ในวันที่ 20 สิงหาคม กลุ่มดาวแพะทะเล ในวันที่ 20 กันยายน กลุ่มดาวคนถือหม้อน้ำ ในวันที่ 10 ตุลาคม กลุ่มดาวปลาจะอยู่ตรงศีรษะเมื่อเวลา 3 ทุ่ม ในวันที่ 10 พฤศจิกายน
ชุมนุมนักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์ โรงเรียน นวมินทราชูทิศ พายัพ
Airglow (แอร์-โกล) ปรากฏการณ์เรืองแสงอ่อนๆของชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งโมเลกุลของชั้นบรรยากาศชั้นบนๆจะถูกรังสีจากดวงอาทิตย์ เช่นรังสีอุลตร้าไวโอเลท ทำให้โมเลกุลแตกตัวเป็นอิออนแต่อยู่ไม่นานก็จะรวมตัวคืนสภาพเดิมโดยคลายพลังงานออกมาเป็นแสงให้เราเห็น มักจะเห็นหลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว
Albedo (อัล-บี-โด) เป็นการวัดค่าความสามารถสะท้อนแสง หรือ ความสว่างของวัตถุท้องฟ้า โดยมีค่าตั้งแต่ 1 (มีการสะท้อนแสงได้ดี) จนถึง 0 (การสะท้อนแสงแย่ที่สุด) ในทางดาราศาสตร์ ค่า albedo ถูกใช้ในการคำนวนความสว่างของวัตถุท้องฟ้าด้วย อย่างเช่น ดาวพุธ และดวงจันทร์ มีค่า albodo ต่ำมาก ขณะที่ ดาวเสาร์และดาวบริวารน้ำแข็งของระบบสุริยะชั้นนอก และดาวหาง จะมีค่า albedo สูงเช่นกัน
Almanac (อัล-มา-แนค) เป็นหนังสือที่บรรจุข้อมูลตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้าที่สำคัญๆไว้ สำหรับนักดาราศาสตร์และนักเดินเรือ
Analemma (แอนนาเลมม่า) เป็นปรากฏการณ์รูปเลข 8 ของตำแหน่งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า ของแต่ละวัน ในเวลาเดียวกัน ในรอบ 1 ปี
A Star (เอ-สตาร์) ดาวฤกษ์ที่สเปคตรัมชนิด A มีสเปคตรัมดูดกลืนของไฮโดรเจนเด่นชัด มีอุณหภูมิผิวราว 7500 เคลวิน ที่ A9 และ 9900 เคลวินที่ A0 เป็ดาวสีขาวมีขนาดประมาณ 1.8 ถึง 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ตัวอย่างดาวประเภทนี้ได้แก่ Sirius Vega Altair
Deneb Absolute Magnitude (แอ๊บ-โซ-ลูด-แมค-เน-จูด) ค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์ แทนด้วย M เป็นการวัดความสว่างของดาวฤกษ์ เมื่อวัดที่ระยะ ให้อยู่ห่างจากโลก 32.6 ปีแสง หรือ 10 พาร์เสก ซึ่งดาวทั้งหมดจะมีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์อยู่ระหว่าง -5 ถึง +15 ดวงอาทิตย์มีค่าแมกนิจูดปรากฏ -27 และ มีค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์ +4.8
ความสัมพันธ์ระหว่างค่า แมกนิจูดปรากฎ กับ แมกนิจูดสัมบูรณ์M = m + 5 +5logpเมื่อ p คือมุมพารัลแลกซ์ของดาวนั้นมีหน่วยเป็น arc seconds (1/3600 องศา)ตัวอย่างเช่น ดาวดวงหนึ่งมีค่าแมกนิจูดปรากฏ 12.6 มีมุมพารัลแลกซ์ 0.5 arc secondsจงหาค่าแมกนิจูดสัมบูรณ์แทนค่าสูตร M = 12.60 + 5 +5 log (0.5/3600)= 17.60 + 5* (-3.85733)= -1.69
Accretion disk (แอ็ค-ครี-ชั่น-ดิส) คือกลุ่มสะสมของก๊าซรอบๆวัตถุที่มีรัศมีแผ่กว้างออกเป็นเหมือนจานเสียง เกิดขึ้นจากการถ่ายเทมวลสารระหว่างวัตถุที่มีขนาดใหญ่ไปหาวัตถุที่มีขนาดเล็ก เช่นดาวฤกษ์ไปหาดาวนิวตรอน หรือหลุมดำ ซึ่งจะทำให้ก๊าซเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากเกิดความร้อนนับล้านองศาและปลดปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมา
Achromatic Lens (อะ-โคร-มา-ติค-เลนซ์) หรือ achromat เป็นเลนซ์ที่ถูกออกแบบมาให้ลดความคลาดเคลื่อนทางแสง โดยปกติจะใช้เลนซ์ 2 ชิ้นที่ทำจากเนื้อแก้วต่างชนิดกัน มาประกบกันเพื่อให้ได้ผลรวมของแสงตกมาอยู่ที่โฟกัสเดียวกัน
Blazar (บา-ซ่าร์) เป็นลูกผสมระหว่าง BL Lacertae Object กับ ควอซ่าร์ เป็นพวกกาแลกซี่ที่ผิดแผกไปจากชาวบ้าน ที่เป็นพวก AGN บาซ่าร์มีความสว่างเปลี่ยนแปลงแปรผันรุนแรงมาก รวมทั้งโพลาไรเซชั่นและการปล่อยคลื่นวิทยุ
Blueshift (บลู-ชิป) เป็นปรากฏการณ์ Doppler effect ทางดาราศาสตร์เมื่อแหล่งกำเนิดแสงอย่างดาวฤกษ์ เคลื่อนที่เข้าหาโลก ความยาวคลื่น ของแสงจะอัดตัวสั้นลง ความถี่ของแสงจะเลื่อน (shifted) ไปทางด้านสีม่วงของเส้นสเปคตรัม สังเกตได้จากแถบสเปคตรัมดูดกลืน จะเลื่อนไปทาง สีม่วงหรือสีน้ำเงิน (blueshift) โดยผลต่างของความถี่ที่เปลี่ยนไปสามารถคำนวนมาเป็นความเร็วที่เคลื่อนที่เข้าหาได้Brown Dwarf (บราว-ดะวาฟ) ดาวแคระน้ำตาล เป็นวัตถุที่มีมวลน้อยกว่า 0.08 เท่าของดวงอาทิตย์แกนกลางมีอุณหภูมิไม่สูงพอที่ทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้ มีอุณหภูมิผิว 2500 เคลวิน ค่าต่ำสุดของดาวแคระแดง (Red Dwarf) มีการค้นพบแล้วหลายสิบดวง ดวงที่เย็นที่สุดคือ Gliese 229B มีอุณหภูมิผิว 900 เคลวินC Star (Carbon Star) มี spectral Type C เป็นดาวยักษ์แดงเย็นเฉียบ ผิวของดาวมีองค์ประกอบของคาร์บอนเป็นโมเลกุลพื้นฐาน เช่น คาร์บอนมอนน๊อคไซด์ (CO) ไซยาโนเจน (CN) และโมเลกุลของคาร์บอน (C2) ดาวฤกษ์มวลขนาดดวงอาทิตย์ของเราช่วงที่เป็นดาวยักษ์แดง จะมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเช่นกัน เนื่องจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่แกนกลางที่ผลิตคาร์บอนแล้วส่งต่อถึงพื้นผิว
Cassini Division (แคส-ซิ-นี่ ดิวิชั่น) เป็นช่องว่างระหว่างวงแหวน A และ B ของดาวเสาร์ ถูกค้นพบครั้งแรกโดย นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Giovanni Cassini เมื่อปี คศ.1675 แต่ต่อมายานวอยเอเจอร์พบว่าไม่ได้เป็นช่องว่างแท้จริง แต่ประกอบด้วยวงแหวนเล็กๆอีกนับร้อยวง
Celestial Object (ซี-เลส-เชียน ออปเจ็คท์) ใช้เรียกวัตถุที่อยู่บนทรงกลมท้องฟ้า เช่น ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดาวหาง และอื่นๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์
Celestial mechanics (ซี-เลส-เชียน-แมค-คา-นิค) สาขาหนึ่งของวิชาดาราศาสตร์ ที่อธิบายถึงการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า โดยใช้กฏ ทางฟิสิกส์ อธิบายแนวการโคจรของดาวเคราะห์ ดาวเทียม และอื่นๆ
Centaurus A (เซนทอรัส เอ) หรือกาแลกซี่ NGC5128 เป็นกาแลกซี่แหล่งคลื่นวิทยุที่เข้มข้นมาก คาดว่าเกิดจากการชนกันของกาแลกซี่ยักษ์รูปไข่ กับกาแลกซี่เกลียวขนาดเล็ก เมื่อมองด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นแถบฝุ่นทึบพาดกลางกาแลกซี่สองแถบ Centaurus A อยู่ห่างจากโลก 10 ล้านปีแสง ในกลุ่มดาวม้าครึ่งคน (Centaurus)Chromosphere (โคร-โมส-เฟียร์) ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างชั้น Photoshere กับ Corona มีความหนาประมาณ 10,000 กิโลเมตร อุณหภูมิ 4,000 ถึง 100,000 เคลวิน
Chandra X-ray Observatory (CXO) หอสังเกตการณ์จันทราเอ็กซเรย์ เป็นดาวเทียมของนาซ่า ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีคศ.1999 เป็นดาวเทียมสำรวจท้องฟ้าช่วงคลื่นรังสีเอ็กซ์ ถูกตั้งชื่อให้เป็นเกียรติกับ Subrahmanyan Chandrasekhar นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย
corona (โคโลน่า) คือบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มีความหนาแน่นต่ำแต่มีอุณหภูมิสูงมาก ราว 1 ล้านเคลวิน (Kelvin) และแผ่ขยายกว้างไป ในอวกาศได้ไกลเป็นล้านๆ กิโลเมตร เราสามารถเห็นบรรยากาศชั้นโคโลน่าได้ ตอนเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง
Dark nebula (คาค-เนบิวล่า) หรือ เนบิวล่ามืด เป็นกลุ่มของฝุ่นหรือก๊าซหนาทึบที่ไม่เรืองแสง เห็นเพียงเงาดำๆตัดกับแสงดาวหรือเนบิวล่าสว่างด้านหลังเท่านั้น Dark nebula ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Coalsack หรือถุงถ่าน ในกลุ่มดาวกางเขนใต้ Diffuse Nebula (ดิฟ-ยูซ เนบิวล่า) กลุ่มของก๊าซในอวกาศที่เรืองแสง จากเนบิวล่าที่ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวฤกษ์ได้ขณะนั้น แต่เรืองแสงได้จากพลังงานของดาวฤกษ์ที่อยู่ฉากหลังหรือใกล้เคียง ใช้อักษรย่อว่า DN แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ1) Emission nebular เป็นพวกเนบิวล่าเรืองแสง2) Reflection nebular เป็นพวกเนบิวล่าสะท้อนแสงDirect Motion (ได-เร็ค โม-ชั่น) เป็นการโคจรหรือหมุนรอบตัวเองของวัตถุท้องฟ้าในทิศทางเดียวกับการหมุนของโลก หรือ การหมุนทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองมาจากทางขั้วโลกเหนือ โดยพิจารณาที่แกนเอียงของวงโคจรหรือแกนหมุนน้อยกว่า 90 องศา ถ้าพิจารณาที่วัตถุท้องฟ้าแล้ว Direct Motion วัตถุจะเคลื่อนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก มีชื่อเรียกเฉพาะอีกชื่อหนึ่งว่า Progarade Motion
Disk Galaxy (ดิส กาแลกซี่) เป็นชื่อที่ใช้เรียกกาแลกซี่ หรือ ดาราจักรที่มีลักษณะเป็นแผ่นจานบางๆ ที่มีดาวรายล้อมเป็นรัศมีรอบๆศูนย์กลางกาแลกซี่ Disk Galaxy ใช้เรียกได้ทั้งกาแลกซี่แบบเกลียว (Sprial Galaxy) และ กาแลกซี่แบบเลนซ์ (Lenticular Galaxy)Dispersion (ดิส-เพอ-ชั่น) คือการกระจายของแสงสีขาวเป็นองค์ประกอบของสีต่าง ซึ่งเกิดจากเลนซ์ หรือ ปริซึม เกิดขึ้นจากความแตกต่างของความยาวคลื่นของแสงเมื่อเกิดการหักเห สำหรับกล้องดูดาวจะหลีกเลี่ยงการเกิดที่เรียกว่า Chromatic aberration แต่กลับมีประโยชน์กับเครื่องมือทางดาราศาสตร์อย่างเช่น spectrograph เพื่อศึกษาสเปคตรัมของดาวฤกษ์
Doppler effect (ดอล์ป-เลอร์-เอฟ-เฟค) เป็นปรากฏการณ์ที่เสียงหรือแสง มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น เมื่อแหล่งกำเนิดเสียง หรือแสงนั้น มีการเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับผู้สังเกต โดยจะมีความถี่มากขึ้นเมื่อแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกต และมีความถี่ลดลง เมื่อแหล่งกำเนิด เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต ตัวอย่างของปรากฏการณ์นี้คือ รถที่เปิดไซเรนวิ่งเข้าหาเรา เสียงไรเรนจะมีความถี่สูง และเสียงจะมีความถี่ต่ำลง เมื่อรถวิ่งห่างจากเราไป ปรากฏการณ์นี้คนพบโดย คริสเตียน ดอปเปอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย มีชีวิตอยู่ระหว่างปี คศ.1803-1853 ในทางดาราศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้สำคัญมาก เพราะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า blueshift และ redshift
warf Galaxy หรือกาแลกซี่แคระ เป็นกาแลกซี่ที่มีขนาดเล็กกว่ากาแลกซี่ทั่วไปและมีความสว่างน้อย โดยทั่วไปจะเป็นพวกกาแลกซี่รูปไข่(elliptical) หรือ กาแลกซี่ไร้รูปร่าง (Irregular) มีกาแลกซี่แคราะมากมายเป็นเพื่อนบ้านของทางช้างเผือก อยู่ในกลุ่มกาแลกซี่ท้องถิ่น (Local Group)
Galaxy (กาแลกซี่) เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ ที่ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซ และดาวฤกษ์จำนวนนับล้านล้านดวง โดยส่งแรงดึงดูดถึงกันและกัน เกาะกลุ่มกันเป็นดาราจักร
Geocentric distance (จี-โอ-เซน-ทริด ดิส-แตนซ์) (delta) หมายถึงระยะทางจากวัตถุท้องฟ้าถึงโลก โดยทั่วไปจะใช้หน่วยวัดเป็น astronomical units (AU.)
Greenhouse effect (กรีนเฮ้าส์ เอฟเฟ็คท์) หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก เกิดจากการที่ผิวของดาวเคราะห์ดูดซับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วแพร่คลื่นรังสีอินฟาเรด ซึ่งเป็นรังสีความร้อนออกไป ถ้าชั้นบรรยากาศประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก (เราเรียกว่า greenhouse gases) ซึ่งจะไม่ยอมให้รังสีอินฟาเรดทะลุผ่านออกไป ก็จะสะท้อนกลับมายังพื้นอีกครั้ง มีผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยบนผิวสูงมาก ตามความสัมพันธ์ของ จำนวนความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยกตัวอย่างเช่น ดาวศุกร์ มีความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงมาก อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 750 เคลวิน ส่วนบนโลกเรามี Greenhouse effect บ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก กระบวนการทางเคมีของสิ่งมีชีวิต ที่คาย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมา แต่มีหลายคนเชื่อว่า ผลกระทบส่วนใหญ่ มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ที่ให้โลกของเราร้อนขึ้นทุกวัน
Magnetoshere (แมค-นี-โทส-สะ-เฟียร์) คืออวกาศชั้นนอกสุดรอบๆดาวเคราะห์ที่มีสนามแม่เหล็ก โดยรูปร่างของชั้น magnetoshere จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสลมสุริยะ โดยขอบเขตชั้นนอกสุดของ magentoshere เรียกว่า magnetopause และบริเวณที่มีความแปรปรวน ของเส้นแรงแม่เหล็กเนื่องจากกระแสลมสุริยะ เรียกว่า magnetosheath ส่วนบริเวณ magnetoshere ที่ยืดยาวออกไปตามทิศทางลมสุริยะ เรียกว่า magnetotailดาวเคราะห์และบริวารในระบบสุริยะบางดวงจะมีชั้น magnetoshere ด้วยเช่น ดาวพุธ โลก และดาวเคราะห์ยักษ์ อย่าง ดาวพฤหัสที่มีชั้น magnetoshere กว้างใหญ่กว่าดวงอาทิตย์
Meteoroids (มี-ทิ-เออ-ลอย) หรือดาวเคราะห์น้อย เป็นกลุ่มของวัตถุขนาดเล็กเป็นพวกหิน และฝุ่น ที่โคจรอยู่รอบ ดวงอาทิตย์ อยู่ระหว่าง ดาวอังคารกับดาวพฤหัส ดาวเคราะห์น้อยบางดวงเป็นเศษซากหลงเหลือของดาวหางด้วย กลุ่มของดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้บางที่เราก็เรียกว่า Meteor Stream
Meteor Train (มี-ทิ-เออ-ทเรน) หางของฝุ่นหรือก๊าซที่แตกตัว หลงเหลือเป็นทางยาวตามแนวดาวตกนั่นเอง
Occultation (อ็อค-คัล-เท-ชั่น) คือการบังกันของวัตถุบนท้องฟ้า เช่นดาวเคราะห์บังแสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลๆ หรือ การที่ดวงจันทร์บังแสง จากดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ ที่อยู่ห่างไกลออกไป
Event Horizon (อีเวนต์ ฮอลิโซน) เป็นขอบเขตของหลุมดำ (Black hole) ที่ซึ่งไม่มีวัตถุใดสามารถรอดพ้นการจับของหลุมดำไปได้ รัศมีของ Event Horizon เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ Schwarzschild radius
Galilean Satellites (กา-ลิ-เลียน-แซท-เอล-ไลท) คือดวงจันทร์ขนาดใหญ่ของดาวพฤหัส 4 ดวงคือ Io,Europa,Ganymede และ Callisto ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากโลก ซึ่งกาลิเลโอ เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น เมื่อปี 1610 จึงตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ
Bennett Comet (ดาวหาง เบนเนท) หนึ่งในดาวหางที่สว่างในช่วงศตวรรณที่ 20 ค้นพบโดยนักดูดาวสมัครเล่นชาวอาฟริกาใต้ John Caister Bennett เมื่อปีคศ.1969
Binary Star (ไบ-นา-รี่-สตาร์) ระบบดาวคู่ซึ่งโคจรรอบซึ่งกันและกันมีจุดศูนย์กลางมวลร่วมกัน มีคาบการโคจรตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายปี ปัจจุบันมีการค้นพบดาวคู่แล้วกว่า 50,000 ดวง ดาว Mizar ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ เป็นดาวคู่แรกที่ค้นพบเมื่อปีคศ.1650 โดย Giovanni Battista Riccioli สำหรับดาวคู่ที่มีจำนวนมากกว่า 2 เราจะเรียกว่า multiple star เช่นดาว Castor มีดาวคู่ 6 ดวงหรือ 3 คู่
Binoculars (ไบ-โน-คู-ล่า) เรียกสั้นๆว่า Binoc (ไบ-นอค) หรือ กล้องสองตา เป็นกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก 2 ตัวนำมาประกอบกัน มีกำลังขยายค่อนข้างต่ำส่วนใหญ่เป็น 8 เท่า ถึง 10 เท่า
Blazar (บา-ซ่าร์) เป็นลูกผสมระหว่าง BL Lacertae Object กับ ควอซ่าร์ เป็นพวกกาแลกซี่ที่ผิดแผกไปจากชาวบ้าน ที่เป็นพวก AGN บาซ่าร์มีความสว่างเปลี่ยนแปลงแปรผันรุนแรงมาก รวมทั้งโพลาไรเซชั่นและการปล่อยคลื่นวิทยุ
BL Lacertae Object (บี-แอล-เล็ก-เซอร์-ต้า- ออบเจ็ค) เป็นพวก AGN ที่มีความสว่างสูงมาก และคล้ายกับดาวแปรแสงตรงที่มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นตั้งแต่ช่วงคลื่นวิทยุ ถึงช่วงรังสีเอ็กซ์ มีคุณสมบัติที่ต่างจากควอซ่าร์โดยสิ้นเชิง เรามักจะพบ BL Lacertae Object บริเวณศูนย์กลางของกาแลกซี่โดดเดี่ยว เช่นพวก Giant elliptical galaxy
Blueshift (บลู-ชิป) เป็นปรากฏการณ์ Doppler effect ทางดาราศาสตร์เมื่อแหล่งกำเนิดแสงอย่างดาวฤกษ์ เคลื่อนที่เข้าหาโลก ความยาวคลื่น ของแสงจะอัดตัวสั้นลง ความถี่ของแสงจะเลื่อน (shifted) ไปทางด้านสีม่วงของเส้นสเปคตรัม สังเกตได้จากแถบสเปคตรัมดูดกลืน จะเลื่อนไปทาง สีม่วงหรือสีน้ำเงิน (blueshift) โดยผลต่างของความถี่ที่เปลี่ยนไปสามารถคำนวนมาเป็นความเร็วที่เคลื่อนที่เข้าหาได้B
rown Dwarf (บราว-ดะวาฟ) ดาวแคระน้ำตาล เป็นวัตถุที่มีมวลน้อยกว่า 0.08 เท่าของดวงอาทิตย์แกนกลางมีอุณหภูมิไม่สูงพอที่ทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้ มีอุณหภูมิผิว 2500 เคลวิน ค่าต่ำสุดของดาวแคระแดง (Red Dwarf) มีการค้นพบแล้วหลายสิบดวง ดวงที่เย็นที่สุดคือ Gliese 229B มีอุณหภูมิผิว 900 เคลวินC Star (Carbon Star) มี spectral Type C เป็นดาวยักษ์แดงเย็นเฉียบ ผิวของดาวมีองค์ประกอบของคาร์บอนเป็นโมเลกุลพื้นฐาน เช่น คาร์บอนมอนน๊อคไซด์ (CO) ไซยาโนเจน (CN) และโมเลกุลของคาร์บอน (C2) ดาวฤกษ์มวลขนาดดวงอาทิตย์ของเราช่วงที่เป็นดาวยักษ์แดง จะมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเช่นกัน เนื่องจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่แกนกลางที่ผลิตคาร์บอนแล้วส่งต่อถึงพื้นผิว
Cassini Division (แคส-ซิ-นี่ ดิวิชั่น) เป็นช่องว่างระหว่างวงแหวน A และ B ของดาวเสาร์ ถูกค้นพบครั้งแรกโดย นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Giovanni Cassini เมื่อปี คศ.1675 แต่ต่อมายานวอยเอเจอร์พบว่าไม่ได้เป็นช่องว่างแท้จริง แต่ประกอบด้วยวงแหวนเล็กๆอีกนับร้อยวง
Celestial Object (ซี-เลส-เชียน ออปเจ็คท์) ใช้เรียกวัตถุที่อยู่บนทรงกลมท้องฟ้า เช่น ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดาวหาง และอื่นๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์
Celestial mechanics (ซี-เลส-เชียน-แมค-คา-นิค) สาขาหนึ่งของวิชาดาราศาสตร์ ที่อธิบายถึงการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า โดยใช้กฏ ทางฟิสิกส์ อธิบายแนวการโคจรของดาวเคราะห์ ดาวเทียม และอื่นๆ
Centaurus A (เซนทอรัส เอ) หรือกาแลกซี่ NGC5128 เป็นกาแลกซี่แหล่งคลื่นวิทยุที่เข้มข้นมาก คาดว่าเกิดจากการชนกันของกาแลกซี่ยักษ์รูปไข่ กับกาแลกซี่เกลียวขนาดเล็ก เมื่อมองด้วยกล้องโทรทรรศน์จะเห็นแถบฝุ่นทึบพาดกลางกาแลกซี่สองแถบ Centaurus A อยู่ห่างจากโลก 10 ล้านปีแสง ในกลุ่มดาวม้าครึ่งคน (Centaurus)
Chromosphere (โคร-โมส-เฟียร์) ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างชั้น Photoshere กับ Corona มีความหนาประมาณ 10,000 กิโลเมตร อุณหภูมิ 4,000 ถึง 100,000 เคลวิน
Chandra X-ray Observatory (CXO) หอสังเกตการณ์จันทราเอ็กซเรย์ เป็นดาวเทียมของนาซ่า ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปีคศ.1999 เป็นดาวเทียมสำรวจท้องฟ้าช่วงคลื่นรังสีเอ็กซ์ ถูกตั้งชื่อให้เป็นเกียรติกับ Subrahmanyan Chandrasekhar นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย
Constellation (คอน-สเตล-เล-ชั่น) หรือกลุ่มดาวบนท้องฟ้า เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์บนท้องฟ้าที่มนุษย์จิตนาการไว้เป็นรูปร่างต่างๆเพื่อง่ายต่อการจดจำ เริ่มใช้ครั้งแรกในยุคสมัยของ Ptolemy มีอยู่ด้วยกัน 44 กลุ่ม ปัจจุบัน IAU แบ่งกลุ่มดาวบนท้องฟ้าออกเป็น 88 กลุ่ม และกำหนดขอบเขตที่แน่นอนเมื่อปี คศ.1930 จากกลุ่มดาวขนาดเล็กสุดคือกลุ่มดาวกางเขนใต้ (Crux) จนถึงกลุ่มดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือกลุ่มดาวงูไฮดรา (Hydra)
ชุมนุม นักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ
รวบรวมข่าวดาราศาสตร์
นักดาราศาสตร์ ไม่เชื่อว่าจะมีมนุษย์ต่างดาว บนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ
news: นักดาราศาสตร์ ชี้ ถึงแม้จะมีการพบดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยะ แต่โอกาสที่เราจะได้พบกับมนุษย์ต่างดาวแทบจะไม่มีเลยในจักรวาล
สืบเนื่องจากที่มีการรค้นพบดาวเคราะห์ ที่มีลักษณะคล้ายโลก แต่ดวงเล็กกว่าและไกลออกไปนอกระบบสุริยะ ทำให้หลายคนเชื่อว่า อาจจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่? แต่นักดาราศาตร์กล่าวว่า ความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่น้อยมาก เพราะสภาพไม่เอื้ออำนวย

ศาสตราจารย์โฮเวิร์ด สมิธ (Dr Howard Smith) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์อาวุโส จากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด ยืนยันว่า ความหวังที่เราจะพบมนุษย์ต่างดาวมีน้อยมาก หรือหากพบ ก็ไม่สามารถจะติดต่อกันได้เลย โดยเขาชี้ให้เห็นว่า การพบดาวเคราะห์ดวงอื่นๆนั้นมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ที่ไม่ใกล้ ก็ไกลเกินกว่าสิ่งมีชีวิตจะทนอยู่ได้ อีกทั้งการโคจรของดาวเคราะห์ก็ต้องมีการเผชิญของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ทฤษฎีที่เชื่อว่า มีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ? ไม่มีหลักฐานเพียงพอ
และถึงแม้ว่าจะมีระบบสุริยะเพิ่มขึ้นมา และมีสิ่งมีชีวิตจริงๆ ก็เชื่อว่า คงจะไม่มีความฉลาดเหมือนมนุษย์บนโลกของเรา ทำให้การติดต่อสื่อสารไม่สัมฤทธิ์ผล

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เป็น 1.4 เท่าของโลก และมีความหนาแน่นทางมวลอากาศมากกว่าโลกถึง 4.6 เท่าตัว
การค้นพบ ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ นำโดยทีมนักดาราศาสตร์เคปเลอร์ จากองค์การบริหารการบินและอวกาศ แห่งชาติ (นาซา) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากดาวเพื่อนบ้านของดาวเคราะห์ดวงนีี้มีวงโคจรที่ใกล้กันมาก จึงไม่สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ได้ อีกทั้งยังพบว่าดาวเคราะห์ดวงนี้พื้นผิวเป็นหินทั้งหมด

นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวฤกษ์ซึ่งเป็นเพชรส่องแสงระยิบระยับทั้งดวง มีน้ำหนักถึง 10 พันล้าน ล้านล้าน ล้านล้านกะรัต
มันเท่ากับเป็นก้อนโคตรผลึกคาร์บอนยักษ์ มีขนาดเส้นผ่า ศูนย์กลาง 4,000 กม. รวมอยู่ในกลุ่มดาวเวนทอรัส ห่างจากโลกเป็นระยะทางถึง 50 ปีแสง มันเป็นซากดาวฤกษ์เก่าที่เคยส่องแสงแรงกล้าทำนองดวงอาทิตย์ของเรา แต่ภายหลังได้หรี่แสงและหดตัวลง นักดาราศาสตร์ได้ตกลงตั้งชื่อให้มันว่า "ดาวลูซี่" ตามอย่างชื่อเพลงของวงดนตรีสี่เต่าทอง
นักดาราศาสตร์ทราวิส เมตแคลฟ์ ของศูนย์ฟิสิกส์ดวงดาวฮาร์วาร์ด สมิธโซเนียน อธิบายว่า ดาวเพชรยักษ์ ที่จริงแล้วเป็นดาวแคระขาวที่ตกผลึก ดาวแคระขาวเป็นแก่นร้อนแรงของดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง มันเท่ากับเป็นซากของดาวฤกษ์ที่ได้เผาผลาญเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จนเกลี้ยงและตายลง กลายเป็นถ่านหมดทั้งดวง" เราเชื่อว่าแกนคาร์บอนของดาวแคระขาว จะแข็งตัวเป็นเพชรเม็ดยักษ์ของกลุ่มดาว
นักดาราศาสตร์ยังเชื่อว่า ดวงอาทิตย์ของเรา อีกสัก 5 พันล้านปี ก็จะต้องกลายเป็นดาวแคระขาวไปในที่สุด และต่อจากนั้นไปอีก 2 พันล้านปี แกนอำพันของดวงอาทิตย์ก็จะตกผลึก เหลือแต่ก้อนเพชรยักษ์อยู่ตรงกลางของสุริยจักรวาล "ดวงอาทิตย์ของเราจะกลายเป็นเพชรจริงๆไปชั่วนิรันดร์กาล"
ดาวพฤหัสฯสกัดดาวหาง เป็นปราการด่านหน้าคอยรับมือป้องกันโลก
ที่ประชุมสภานักดาราศาสตร์แห่งยุโรปได้รับการเปิดเผยให้ทราบว่า ดาวพฤหัสบดี อันเป็นดาวเคราะห์ดวงยักษ์ ของสุริยจักรวาลของเรา เคยฉุดดาวหางดวงหนึ่งติดสอยห้อยตามเหมือนกับบริ-วารมาด้วย กว่าที่มันจะหลุดออกเป็นอิสระไปตามทางของมัน อยู่เป็นเวลานานถึง 12 ปี
ดาวหางดวงนั้นมีชื่อว่า 147 พี./คูชิดา-มารามัทสุ ถูกดาวพฤหัสบดีฉุดตัวเอาไว้ เมื่อระหว่างปี พ.ศ. 2492-2504 และ นับเป็นดาวหางดวงที่ 5 ที่โดนดาวเคราะห์ฉุดคร่าตามเท่าที่ทราบกัน
ดาวหางมักจะโคจรเป็นดาวพเนจรในระบบสุริยจักรวาลอยู่เนืองๆ กว่าจะโคจรครบรอบดวงอาทิตย์ เป็นวิถีวงรีรอบหนึ่งๆจะกิน เวลาหลายสิบปีหรือหลายศตวรรษ นานๆ ครั้งก็อาจจะมีสักดวงหนึ่งพลัดเข้ามาเฉียดใกล้ ดาวเคราะห์เข้า จึงโดนแรงดึงดูด ฉุดลากติดไปด้วย ซ้ำบางคราวก็มีดาวหางแตกระเบิดออก และตกลงบนดาวเคราะห์ แบบดาวหางชูเมเกอร์-เลวีย์ 9 ส่งเศษชิ้นส่วนตกลงบนดาวพฤหัสบดี เมื่อ พ.ศ. 2537
ส่วนดาวหางคูชิดา-มารามัทสุ ถูกดาวยักษ์ลากตาม จนโคจรครบ 2 รอบเต็ม กว่าจะหลุดเป็นอิสระ เดินทางไปตามทางของตัวเองอย่างเก่า
ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ทำให้นักดาราศาสตร์บางคนรู้สึก สำนึกในบุญคุณของดาวพฤหัสบดีที่ทำตัวเป็นเหมือนกับปราการด่านหน้า คอยสกัดดาวหางที่อาจจะเป็นอันตรายต่อโลกเอาไว้

วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2553 ถือได้ ว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของผู้ที่รักวิทยาศาสตร์ และผู้ที่รักในความจริง วันที่ร่างของนิโคลัส โคเปอร์นิคัส นักดาราศาสตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ ผู้คนมากมายที่สุดคนหนึ่ง จะได้รับเกียรติให้ถูกฝังอย่างสมฐานะ หลังจากถูกละเลยมานานเกือบครึ่งศตวรรษ!
ทำไมผู้ที่รักวิทยาศาสตร์ และรักในความจริง จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับนิโคลัส โคเปอร์นิคัส นั่นก็เพราะว่า เขาคือนักวิทยาศาสตร์ผู้พลิกโลก นักวิทยาศาสตร์คนแรกที่กล้าท้าทายศาสนจักร ผู้ ป่าวร้องบอกแก่โลกทั้งโลกนี้ว่า ไม่ใช่ถิ่นที่เราอาศัย อยู่นี้หรอกนะ ที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่ โลกแบนๆที่พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาวหมุนอยู่รายล้อม แต่โลกกลมๆที่ในกาลต่อมาเรารู้กันว่าเป็นเหมือนส้มผลใหญ่นี้เป็นบริวารที่ หมุนรอบดวง อาทิตย์ต่างหากเล่า
|
|
อนุสาวรีย์ในกรุงวอร์ซอ นักวิทยาศาสตร์ 2 กลุ่มจาก โปแลนด์ที่ค้นพบร่าง และจากสวีเดนที่เก็บหนังสือที่มีเส้นผมได้มาเจอกัน และเกิดการเปรียบเทียบดีเอ็นเอของทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกัน พบว่าเป็นดีเอ็นเอ ของคนคนเดียวกัน นั่นแสดงว่า โคเปอร์นิคัสได้กลับมาสู่เวทีแห่งเกียรติยศ ที่แสงไฟจากการยอมรับนับถือ สาดส่องเป็นโคเปอร์นิคัสที่เหล่าสาวกผู้เชื่อมั่นในสิ่งที่เขาประกาศได้ตาม หากันมานานหลายร้อยปี และโคเปอร์นิคัสผู้ยังเป็นอมตะอยู่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงไหน เเหล่งอ้างอิง http://www.thairath.co.th http://news.mthai.com |
ชุมนุม นักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ
นิยามอาชีพ
ศึกษา ค้นคว้า สำรวจ วิเคราะห์ และพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับโครงสร้างการวิวัฒนาการ ขอบเขตและการแผ่พลังงานของเอกภพ : ศึกษาขนาด มวล รูปร่าง ระยะทาง การเคลื่อนที่วงโคจร ลักษณะส่วนประกอบ และโครงสร้างของวัตถุท้องฟ้า ศึกษาการก่อกำเนิดและวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ดาวคู่ ดาวกระจุก และกาแล็กซี ศึกษาอุณหภูมิ ความสว่าง องค์ประกอบเคมีและโครงสร้างภายในของดาวฤกษ์ และวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์และเครื่องบันทึกสัญญาณต่างๆ เช่น สเปกโทรกราฟ โฟโตมิเตอร์ อินเตอร์เฟียโรมิเตอร์ เป็นต้น ศึกษาวัตถุท้องฟ้าในช่วงความยาวคลื่นอื่นๆ เช่น วิทยุอุลตราไวโอเลต อินฟาเรด เอ็กซเรย์ เป็นต้น สังเกตวัตถุบนฟ้าด้วยกล้องโทรทรรศน์เพื่อคำนวณตำแหน่งของดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ คำนวณโคจรของดาวเคราะห์ ดาวหาง และดาวเคราะห์น้อย ศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เช่น อุปราคา ฝนดาวตก แสงเหนือ แสงใต้ เป็นต้น ศึกษากลุ่มดาว และสร้างแผนที่ดาว พัฒนาตารางคำนวณตำแหน่งและเวลาขึ้น – ตก ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ เพื่อประโยชน์ทางคมนาคมทางอากาศและทางเรือ กำหนดเวลามาตรฐานสากลโดยการสังเกตวัตถุท้องฟ้า ประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ ตลอดจน สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อใช้ในการสังเกตการณ์ บันทึกรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านดาราศาสตร์
ลักษณะของงานที่ทำ
นักดาราศาสตร์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็น นักวิชาการ และอาจารย์ ในสถาบันระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยที่ทำการเปิดสอนภาควิชาฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ หรือโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา หน่วยวิจัยดาราศาสตร์ สมาคมดาราศาสตร์ เป็นต้น โดยมีภาระกิจเกี่ยวข้องดังนี้
1. บรรยาย สอน เผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวกับดาราศาสตร์ อวกาศ สภาพอวกาศ ให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเพื่อให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของดวงดาว และโลกอันเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีผลกระทบกับชีวิตประจำวัน โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาของสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ
2. ศึกษา ค้นคว้า วางแผนการวิจัย และการเตรียมการสังเกตการณ์ระดับชาติ โดยนำผลการศึกษาปรากฏการณ์บนท้องฟ้า มาประมวลผลวิเคราะห์และจัดทำเป็นรายงานเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ
3. จัดประชุมสัมมนาทางดาราศาสตร์ ในเรื่องการเรียนการสอน และการวิจัยทางด้านดาราศาสตร์
4. ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการปรับปรุงสารสนเทศทางด้านดาราศาสตร์ เพื่อกระตุ้นให้คนไทย มีความสนใจ
ต่อเรื่องราวที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น และให้กลุ่มสนใจทางดาราศาสตร์สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้
ได้มากขึ้น
5. ประสานความร่วมมือทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลทางดาราศาสตร์ร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กรมชลประทาน กรมแผนที่ทหาร กรมทรัพยากรธรณี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์หว้ากอ และองค์การระหว่างประเทศ ฯลฯ เพื่อจัดทำสารสนเทศทางด้านดาราศาสตร์
6. จัดทำหลักสูตรหรือกิจกรรม เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้าแก่ประชาชนและเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมอย่างทั่วถึง ร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชน สมาคมดาราศาสตร์ หรือชมรมดาราศาสตร์ของจังหวัดต่างๆ ที่มีนักวิชาการหรืออาจารย์สอนด้านดาราศาสตร์ประจำอยู่ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การเกิดพายุสุริยะ การเกิดสภาพความแปรปรวนของบรรยากาศชั้นไอโอโนสเพียร์ และบรรยากาศชั้นบนของโลกที่เป็นสาเหตุทำให้สถานีไฟฟ้าขัดข้อง ระบบสื่อสารดาวเทียมบกพร่อง และระบบเตือนภัยบนเครื่องบินขัดข้อง เป็นต้น
สภาพการจ้างงาน
ผู้ประกอบอาชีพนี้ ที่เรียกว่านักดาราศาสตร์จะมีน้อยมาก โดยนักดาราศาสตร์จะปฏิบัติงานอยู่ในศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ส่วนผู้ที่จบการศึกษาสาขาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องส่วนมากจะประกอบอาชีพในหน่วยงานราชการโดยเป็นนักวิชาการหรืออาจารย์ในสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยและโรงเรียน
อัตราเงินเดือนสำหรับอาจารย์ – นักวิชาการ ในหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษาภาคเอกชน จะได้รับอัตราเงินเดือนที่แตกต่างกัน วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี รับราชการจะได้รับเงินเดือนๆ ละ 7,260 บาท จะได้รับสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล และการลาศึกษาต่อตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
สำหรับนักวิชาการและอาจารย์ในภาคเอกชน จะได้รับเงินเดือน ประมาณเดือน ละ 10,000 บาท ขึ้นไป ได้รับสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล และอื่นๆ ตามกฎหมายแรงงานกำหนด อาจได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาต่อตามนโยบายและข้อตกลงของสถาบันการศึกษานั้นๆ
สภาพการทำงาน
ผู้ประกอบอาชีพนี้ ส่วนใหญ่จะติดต่อประสานงานและร่วมประชุมเพื่อจัดเตรียมการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้า และทำการวิจัย ดังนี้
1. จัดเตรียมแผนงานและกิจกรรมด้านวิชาการเมื่อมีการออกสังเกตการณ์
2. กำหนดแผนการเดินทางไปสังเกตการณ์ ตามบริเวณที่คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์ โดยอาจทำภาพจำลองของปรากฏการณ์ในคอมพิวเตอร์ล่วงหน้าเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้เข้าใจตามหลักวิทยาศาสตร์
3. เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการสังเกตการณ์ เช่น กล้องดูดาว กล้องถ่ายภาพ พร้อมฐานควบคุม กล้อง
ถ่ายภาพแบบสะท้อนแสง ระบบถ่ายภาพที่ทันสมัย แผนที่ดูดาว เป็นต้น
4. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งสื่อมวลชนเพื่อขอความร่วมมือในการ
เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับปรากฏการณ์นั้นๆ รวมทั้งผลงานทางวิชาการสู่สาธารณชน
5. รวบรวมข้อมูลการประเมินผล และผลการวิเคราะห์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าแต่ละครั้งเพื่อจัดทำแผนการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ของประเทศ ซึ่งการสังเกตการณ์แต่ละครั้งจะต้องมีการเดินทางออกไปสังเกตการณ์หลายสถานที่ บางครั้งต้องไปในสภาพพื้นที่ป่าเขาและอาจมีผู้ร่วมเดินทางจากหลากหลายวิชาชีพ รวมทั้งผู้สนใจทางดาราศาสตร์
คุณสมบัติผู้ประกอบอาชีพ
1. เพศหญิง หรือเพศชาย
2. วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์อวกาศ
3. มีความสนใจในวิชาชีพ
4. สนใจศึกษาค้นคว้าวิจัย ในเรื่องดาราศาสตร์ และอวกาศอย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้ ควรเตรียมความพร้อมดังนี้
ผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทยาศาสตร์ หรือเทียบเท่า สามารถสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ที่ปิดสอนคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง
โอกาสในการมีงานทำ
ผู้สนใจเป็นนักดาราศาสตร์ สามารถที่จะปฏิบัติงานด้านการสอนเรื่องดาราศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไป สอนวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ในมหาวิทยาลัยที่มีภาควิชาฟิสิกส์ สาขาวิชาดาราศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะปฏิบัติงานรับราชการในกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือกรมอุตุวิทยา เป็นต้น
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ประกอบอาชีพนี้ที่รับราชการ จะได้รับเลื่อนขั้นตามความสามารถและผลงาน ควรศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก จนอาจได้รับการปรับเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าส่วนงาน เช่น ผู้อำนวยการ รองอธิบดี อธิบดี
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
เป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ในเรื่องดาราศาสตร์ ดาราศาสตร์อวกาศ และสภาพอวกาศ นักเขียนหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาให้กับองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์
แหล่งอ้างอิง
ชุมนุม นักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์ โรงเรียน นวมินทราชูทิศ พายัพ
เรื่อง ดาวลูกไก่แสนน่ารัก
ยามสายลมหน้าหนาวที่เย็นเฉียบ เสียงลมครื้นๆเบาๆแสนจะสบาย มีบ้านสองตายายอยู่หลังป่าแห่งหนึ่ง เลี้ยงแม่ไก่ที่ออกไข่ทำรายได้ให้แก่สองตายายนี้เป็นประจำ ตายายคู่นี้อยู่กินกับแม่ไก่เป็นเวลาหลายปี แต่แล้ววันหนึ่งมีเพื่อนบ้านที่คอยอิจฉาสองตายายจึงคิดแผนร้ายที่จะฆ่าแม่ไก่ ที่ทำให้สองตายายนั้นมีเงินทองตลอดปี ไม่ว่าจะเป็น ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว แม่ไก่นั้นก็สามารถออกไข่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้นสองตายายได้พอกันปรึกษาที่จะกกไข่ให้เป็นลูกไก่เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป เช้าวันนั้นตายายก็เดินไปเก็บไข่ซึ่งมีจำนวนอยู่ 7 ฟอง แล้วนำไปกกในเล้าอบลูกไข่ และแล้วอีก 2-3 สัปดาห์ ไข่ไก่ทั้ง 7 ฟองนั้นได้ฟักออกเป็นลูกไก่ ทั้ง 7 ตัว ที่มีสีเหลืองอมครีม เช้าวันต่อมาแม่ไก่ก็พอลูกๆออกหากินลานหน้าบ้านตามปกติ ขนาดที่สองตายายไปกับผักผลไม้ในป่ามาขายให้แก่ชาวบ้าน แม่ไก่เกิดอาการตกใจที่เพื่อนบ้านคิดที่จะไล่จับตนกับลูกๆอีก 7 ตัว ไปต้มกิน ทันใดนั้นเพื่อนบ้านก็ตั้งน้ำร้อนที่ยังมีไฟลุกลาม ร้อนมากแม่ไก่ถูกจับขาหย่อนหัวลงหม้อน้ำร้อนแต่แล้วลูกไก่สงสารแม่ทั้ง 7 ตัวก็วิ่งเข้าไปในน้ำร้อนเพื่อที่จะช่วยชีวิตแม่ตนไว้ เวลาผ่านไปสองตายายเห็นความผิดปกติจึงไปเห็นเพื่อนบ้านจับแม่ไก่ตนเองอยู่จึงตะโกนร้องขอชีวิตแม่ไก่ไว้ทัน สองตายายเห็นลูกไก่ทั้ง 7 ตัวที่อยู่ในหม้อน้ำต้มร้อนๆจึงร้องไห้และนำซากลูกไก่ทั้ง 7 ตัวไปฝังลงดินประดับหน้าดินด้วยดอกไม้สวยงาม สองตายายจึงภาวนาให้ไก่ทั้ง 7 ตัว เป็นดวงดาวที่คอยส่องแสงอยู่เคียงข้างสองตายายต่อไป จนกลายเป็นดาวลูกไก่ทั้ง 7 ดวงส่องแสงดาวระยิบระยับในท้องฟ้าตลอดกาล
ชุมนุม นักดาราศาสตร์รุ่นเยาว์ โรงเรียน นวมินทราชูทิศ พายัพ
เพลง ดาวมหาลัย
ศิลปิน สาวมาด เมก้าแดนซ์
เนื้อเพลง…
แม่ : ฮัลโหล ดาวบ่ลูกหล่าดาว : ค่าแม่ : ปิดเทอมแล้วกลับมาซอยแม่เ ฮ็ดนาแหน่เด๊อดาว : โอเคค่า คุณแม่ขา แค่นี้นะคะแม่ : เออ
หนูดาวเป็นลูกสาวกกจบชั้นม.6 โรงเรียนบ้านหนองใหญ่คุณแม่ขายไร่ขายนา ส่งดาวเข้ามาเรียนมหาลัยมาเรียนอยู่ในกรุงเทพ ยูนิเวอร์ซิตี้ที่ทันสมัยดาวสวยดาวเริ่ดดาวเด่น คนมันสวยทำอะไรก็เด่นก็เลยถูกพรีเซ้นต์ให้เป็นดาวมหาลัยเพื่อนๆที่คณะ ปลื้มดาวสุดๆเลยนะฮะ
ซัมเมอร์แม่เรียกตัวกลับมาช่วยทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้านหนองใหญ่ไปอยู่บ้านป่ากับดงดาวบอกตรงๆว่ามันไม่ใช่บ้านนอกขาดการพัฒนามีแต่ทุ่งนาและหมูห มากาไก่ชาวบ้านก็ด้อยการศึกษากินแต่ปลาร้าที่ไม่พาสเจอร์ไรซ์กินกบกินอึ่งกินแย้ แมงจินูน แมงจิโป่ม ดักแด้กินแม้แต่กุดจี่ที่อยู่ในกองขี้ค วายฮื้อ กินเข้าไปได้ไงอะ แวะ
หนุ่มๆมีแต่ซุมโลโซเมาเหล้าขาว เหล้าโท ซิ่งมอเตอร์ไซค์ไม่เหมือนหนุ่ม ม.กรุงเทพขี่เบนซ์ ขี่เชฟ บีเอ็ม รุ่นใหม่ลูกทุ่งฟังไม่เป็นจริงๆดาวชอบสตริง โฟร์ มด กอล์ฟ ไมค์อยากไปเมืองทองธานี ดูอคาเดมี่แฟนตาเซียก็มีแต่เสียงอีสาน นกน้อย ปอยฝ้ายคำมอด ลูกแพร เงี๊ยะ หมอล้ำ หมอลำ
เซ็นทรัล โรบินสัน เดอะมอลล์เซเว่น บิ๊กซี ไม่มีที่บ้านหนองใหญ่มีแต่ตลาดนัดคลองถม ไร้รสนิยม ดาวรับไม่ได้เสื้อยืดตัว199 ไม่รู้ว่าเขาใส่ได้ยังไงเคยเดินเล่นแถวเซ็นเตอร์พอยท์ต้องมาเดินต้อยๆไล่วัวไล่ค วายคิดมาเศร้าใจอดสู คิดถึงสังคมหรูๆตอนที่ดาวเรียนอยู่เป็นดาวมหาลัยเจอสังคมบ้านนอกๆอย่างนี้ ดาวปรับตัวไม่ทันนะ
ไปนาใส่เกิบส้นสูง ตกคันนาหงายท้องดาวนั่งร้องไห้ใส่เอวต่ำสายเดี่ยวเกี่ยวข้าวค วายเถิกค วายเฒ่ายืนน้ำลายไหลคุณแม่พานั่งรถอี่แต๊ก หัวสั่นด๊อกแด๊กกลับถึงบ้านเป็นไข้ อยู่มหาลัยเป็นเชียร์ลีดเดอร์เป็นพริตตี้ เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้มาเป็นฟาร์เมอร์ดาวว่า มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของดาวอะ
แม่ขาอยากกลับกรุงเทพ คิดถึงเพื่อนๆ ที่มหาลัยหนูเบื่อบ้านนอกคอกนาหยะแหยง ปลาร้า และกลิ่นโคน สาปค วายดาวเบื่อชีวิตคันทรี่ อยากไปอยู่ ซิตี้ เป็นดาวมหาลัยอย่างหนูมันต้องอยู่กรุงเทพ ถึงจะตรงคอนเซ็ปต์ที่ดาวตั้งไว้อะ
แม่ : มึ งสิไปตายไสกะไปโลดไห้ไปเรียนกะบ่มีประโยชน์ มาอยู่บ้านกะบ่มีประโยชน์ไปตายไสกะไปโลด กรูกะรับบ่ได้ กรูกะรับบ่ได้ กรูกะรับบ่ได้
แม่ : อี่ดาวมหาลัย อี่พรีเซ็นเตอร์ใหญ่ กรูเบิดนาไปจักท่งแล่วมื่อได๋ มึ งสิเรียนจบกับเขาจักเทียละหือ
ดาว : คุณแม่ขา มาว่าหนู่อย่างนี้ได้ยังไงมันเสื่อมเสียเกียรติภูมิดาวมหาลัย นะคะ คุณแม่ขา
แม่ : ว่าซือๆ กะไคตั๊ว กูบ่ตี นยันตกคันแท กะบุญหัวมึ งแล่วตั๊ว
ดาว : แม่ไม่เข้าใจดาว แม่ไม่เข้าใจความเป็นดาวมหาลัยแม่ไม่เซ้นสิถีฟ แม่ไม่เซ้นสิถีฟอ่อนไหวกับเรื่องอย่างนี้หรอก
แม่ : มีแต่กรูสิถีบมึ งนั่นหละ อี่ดาวมหาลัยใหญ่มื่อนี่หละมึ งสิกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งสู่เมร มึงฮู่บ่
เพลงนี้เป็นเพลงที่ดังกว่าข่าวไฟไหม้ร้านซานติก้าผับ
ในกรุงเทพที่ไม่นานมานี้
Zeal – ดาว
มองท้องฟ้า ดูเวลาโดยใช้ดวงดาว ในรุ่งเช้า ดาวจะเลือนลางหายและจากไป เลื่อนลอยมันไปอย่างนี้ ฉันมันคงไม่มีใครมาสนใจ ทิศทางบางที่ไม่รู้ หันเงยมองขึ้นดู ดาวบอกฉันได้ ฝากชีวิตกับเธอครั้งก่อน บั่นทอนฉันทั้งหัวใจ บอกกันแล้วจะมาหาใหม่ แล้วก็ไม่เคย ฝากชีวิตกับดาวไว้ แม้ไม่ได้กอดฉันไม่เสียใจเลย เพราะคืนนี้ มีดาวอยู่กับฉัน เธอเงียบหายโดยไม่มีแววย้อนคืนมา ดาวทั้งฟ้าตอนกลางคืนยังแวะมาปลอบใจ เลื่อนลอยมันไปอย่างนี้ ฉันมองไปกี่ทียังไม่เห็นใคร ทิศทางบางที่ไม่รู้ หันเงยมองขึ้นดู ดาวบอกฉันได้ ฝากชีวิตกับเธอครั้งก่อน บั่นทอนฉันทั้งหัวใจ บอกกันแล้วจะมาหาใหม่ แล้วก็ไม่เคย ฝากชีวิตกับดาวไว้ แม้ไม่ได้กอดฉันไม่เสียใจเลย เพราะคืนนี้ มีดาวอยู่กับฉัน แต่วันคืนไหน เมฆหมอกมาบัง ปิดดาวดวงนั้น จะหมดกำลัง ฝากชีวิตกับเธอครั้งก่อน บั่นทอนฉันทั้งหัวใจ บอกกันแล้วจะมาหาใหม่ แล้วก็ไม่เคย ฝากชีวิตกับดาวไว้ แม้ไม่ได้กอดฉันไม่เสียใจเลย เพราะคืนนี้ มีดาวอยู่กับฉัน
เนื้อเพลง ดาวดวงน้อย
เพราะเธอนั้น คือทุกสิ่งในชีวิตที่ฉันมี ของมีค่าใดไม่อาจ แทนค่าเทียมเท่าสิ่งนี้ความรักสร้างเธอ มอบเธอให้ฉันคุ้มครองตลอดไป เจ้าคือดาวดวงน้อยของพ่อจับมือพ่อเอาไว้ พ่อจะพาเจ้าเดินข้ามไปสู่ปลายทางที่ดี แม้ยามร้องไห้คอยปลอบยามเหน็บหนาวให้ผ้าห่ม เห็นเธอนั้นมีความสุขลำบากกายก็ทนไหว เป็นสายสัมพันธ์ ที่ไม่มีวัน สิ้นลง แม้วันตายไม่มีรักครั้งไหน รักมากแค่ไหน ยิ่งใหญ่เกินที่ให้เธอเหนื่อยแค่ไหนไม่ท้อ ทนได้เสมอ ขอให้เธอ มีความสุขให้เจ้าเดินก้าวไป ไม่น้อยหน้าใครใคร แม้รู้ว่าในสักวันหนึ่งต้องมีใครสักคน รักเธอ ขอให้เขาเป็นคนดี ไม่ทำให้เธอเสียใจ รักเธอ อย่างที่ฉันรักเธอ
เนื้อเพลง : ดาวเสาร์
ขับร้อง: ลุลา
เวลานี้จะมีอะไรที่สวยงาม
เท่ากับการได้นั่งดูดาว
เคียงข้างเธอ
คนที่ฉันเฝ้ารอมานาน
จนพบเจอ เธอคนนี้
เราช่างเข้ากันดีเธอว่าไหม
ในบรรยากาศ
ที่เป็นใจแบบนี้
ฉันว่าได้เวลา
ที่เราควรอยู่ใกล้กัน
นานกว่านี้
และถ้าตอนนี้ดาวตกลงมา
เป็นดาวเสาร์ก็คงดี
เผื่อเธอจะมอบสิ่งที่
ใจฉันคอย
อุ๋ยดาวตกแล้ว
อยากให้เป็นดาวเสาร์
เผื่อเธอจะเอาวงแหวน
ของดวงดาวมาให้ฉัน
เพื่อพันผูก
หัวใจเราสองดวง
ให้อยู่คู่กันตลอดไป
เพราะในตอนนี้
หัวใจของฉัน
ก็พร้อมแล้วนะ
ที่จะได้พูดความในใจ
กับเจ้าวงแหวนวงนั้น
ที่ฉันคอย
ในคืนนี้จะมีดวงดาว
เป็นล้านดวง
เป็นสักขีพยาน
ในความรักของเรา
ความรักคือเรื่องหัวใจ
ไม่ต้องเดา
ถ้าเรามัวแต่เดา
เดี๋ยวก็ได้เวลาเช้า
ในบรรยากาศ
ที่เป็นใจแบบนี้
ช่วงเวลาดีดี
ที่เราได้อยู่ใกล้กันขนาดนี้
และถ้าตอนนี้
เธอบอกกับฉัน
ด้วยคำนั้นก็คงดี
เพราะตอนนี้ใจฉัน
มีแต่เธอ
อุ๋ยดาวตกแล้ว
อยากให้เป็นดาวเสาร์
เผื่อเธอจะเอาวงแหวน
ของดวงดาวมาให้ฉัน
เพื่อพันผูก
หัวใจเราสองดวง
ให้อยู่คู่กันตลอดไป
เพราะในตอนนี้
หัวใจของฉัน
ก็พร้อมแล้วนะ
ที่จะได้พูดความในใจ
กับเจ้าวงแหวนวงนั้น
ที่ฉันคอย
อุ๋ยดาวตกแล้ว
อยากให้เป็นดาวเสาร์
เผื่อเธอจะเอาวงแหวน
ของดวงดาวมาให้ฉัน
เพื่อพันผูก
หัวใจเราสองดวง
ให้อยู่คู่กันตลอดไป
เพราะในตอนนี้
หัวใจของฉัน
ก็พร้อมแล้วนะ
ที่จะได้พูดความในใจ
กับเจ้าวงแหวนวงนั้น
ที่ฉันคอย
-->


